เรื่องที่ 157 แถลงการณ์ ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วันที่ 1 ธันวาคม 2559 เวลา 22:00 น.

แถลงการณ์ ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วันที่ 1 ธันวาคม 2559 เวลา 22:00 น. ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ รัฐบาลขอประกาศให้ประชาชนชาวไทยทั้งที่อยู่ในราชอาณาจักร และในต่างประเทศทั่วโลกทราบทั่วกันว่า บัดนี้ประเทศไทยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่แล้ว ตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรี และประธานศาลฎีกา ร่วมเป็นสักขีในพิธีประวัติศาสตร์นี้ และทรงพระกรุณารับคำกราบบังคมทูลอัญเชิญ ดังที่ต่อมาได้มีประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อแจ้งประชาชนแล้ว การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ และโบราณราชประเพณีทุกประการ ทั้งสนองพระราชดำริสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมารที่พระราชทานไว้ตั้งแต่แรกว่า ในระหว่างที่พระองค์เองและประชาชนกำลังทุกข์โศกอย่างใหญ่หลวงจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ยังไม่ควรดำเนินการเรื่องการสืบราชสมบัติทันทีในขณะนั้น หากแต่ควรรอจนการบำเพ็ญพระราชกุศลและการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปถวายบังคมพระบรมศพผ่านพ้นไปสักระยะหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ถึงเวลาการบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวารคือครบ 50 วัน และประชาชนได้มีโอกาสเข้าถวายบังคมพระบรมศพแล้วนับล้านคน จึงขอพระราชทานพระราชานุญาตดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป อนึ่ง เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังสอดคล้องกับคตินิยมในนานาประเทศที่ว่า ราชอาณาจักรย่อมไม่ว่างเว้นขาดตอนจากการมีพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการเริ่มรัชกาลใหม่จึงมีผลต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เป็นต้นไป ณ บัดนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณสยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งทรงสถิตอยู่ในพระราชสถานะองค์พระรัชทายาทมาตั้งแต่พุทธศักราช 2515 นับเป็นเวลาถึง 44 ปี จึงทรงเป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ส่วนการจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชขัตติยประเพณีที่เรียกว่า ” พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ” นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัย ซึ่งมีพระราชดำริแล้วว่าควรดำเนินการเมื่อเสร็จสิ้นการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศแล้ว พี่น้องประชาชนทั้งหลาย ด้วยศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงวางไว้แล้วตลอดเวลา 70 ปี จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง เมื่อประกอบเข้ากับความศรัทธาเชื่อมั่นและสัตยาธิษฐานที่มหาชนชาวสยามทุกรูปทุกนามพร้อมใจกันเปล่งวาจามาตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 และมากล่าวย้ำพร้อมกันอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อเช้าวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ว่า จะทำดีเพื่อพ่อ จะจดจำคำของพ่อ จะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป จะสืบสานพระบรมราชปณิธาน คิดดี พูดดี ทำดี ซื่อสัตย์สุจริต รู้รักสามัคคี และจะอยู่อย่างพอเพียง รัฐบาลเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นดุจปราการอันมั่งคง บนพื้นฐานอันแข็งแกร่ง ประการสำคัญคือ ด้วยพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดีท่ามกลางความเพียรอันบริสุทธิ์ของเราทั้งหลาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงเป็นพระรัชทายาทที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนา และมีโอกาสโดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในที่ต่าง ๆ มากว่า 44 ปี บัดนี้ทรงเป็นพระประมุข เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ สืบสนองพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงเจริญรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมราชบุพการีทั้งสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่ได้ทรงกระทำบำเพ็ญมาแล้วอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ดังนั้น แม้เราต่างก็รู้ว่าการพลัดพรากจากสิ่งที่รักและเคารพย่อมเป็นทุกข์ แม้การสูญเสีย ความวิปโยค จะเป็นวิกฤตที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่เราทั้งหลายควรใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส แปลงความทุกข์โศกให้เป็นพลังของแผ่นดิน พลังที่แม้จะไม่มีพระผู้เป็นพลังของแผ่นดินทางพระรูปกายอยู่คุ้มเกล้าคุ้มกระหม่อม แต่พลังของแผ่นดินยังจะมีอยู่ต่อไปด้วยพลังแห่งความศรัทธาเชื่อมั่น ในพระบรมราชปณิธานและศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ พระบรมราชปิโยรสเป็นผู้นำแทนพระองค์ พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ขอให้เราทุกคนร่วมกันตั้งจิตอธิษฐาน ขอพระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระปิยมหากษัตริย์นักพัฒนา เป็นอาทิ ได้โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ให้ทรงพระเจริญ สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปกกระหม่อมอาณาประชาราษฎรชาวไทย และประเทศไทย ให้สามารถพัฒนาจนประสบความสำเร็จ บังเกิดความเจริญรุ่งเรือง มีสันติสุขและความสามัคคีปรองดอง สมดังพระราชปณิธานปรารถนา ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตราบกาลนานเทอญ ————————————————– กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่  ที่มา http://www.thaigov.go.th
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/80666

เรื่องที่ 156 อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ มีรายระเอียดระบุว่า โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้เสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๕๒ นาที รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒ วรรคสอง ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติ เรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ว่า ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง พระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภา ประกาศให้ประชาชนทราบ โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ได้รับทราบกรณีสวรรคตดังกล่าวด้วยความโทมนัสยิ่ง โดยเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการประชุมเพื่อรับทราบการแต่งตั้งพระรัชทายาท และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้นําความกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒ วรรคสอง ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง จึงขอประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/80667

48

เรื่องที่ 155 แถลงการณ์สำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต 13 ตค 59

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต 13 ตค 59

เผยแพร่เมื่อ 13 ต.ค. 2016

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อ่านแถลงการณ์ถึงประชาชนชาวไทยที่อยู่ในราชอาณาจักร และในต่างประเทศทั่วโลก ระบุว่า วันที่ชาวไทยทั้งปวง ไม่ต้องการแม้แต่จะนึกคิด และไม่ปรารถนาแม้แต่จะได้ยิน ก็มาถึง เมื่อสำนักพระราชวัง ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้ว ในวันนี้ ณ โรงพยาบาลศิริราช ถือว่าเป็นการสูญเสีย และความวิปโยคยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของปวงชนชาวไทย ทั้งประเทศ นับแต่การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489

ขอบคุณวิดีโอจาก youtube.com

เรื่องที่ 154 ประชาสัมพันธ์สมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์เพื่อซื้อพรบ.หรือประกันภัยในราคาลดพิเศษ

4 กันยายน 2559 ประชาสัมพันธ์สมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์เพื่อซื้อพรบ.หรือประกันภัยในราคาลดพิเศษ

2559-09-04 16_09_20-การนำเสนอภาพนิ่ง PowerPoint - [ชวนสมัครสมาชิก]2559-09-04 16_14_01-การนำเสนอภาพนิ่ง PowerPoint - [ชวนสมัครสมาชิก]คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดใบสมัคร

เรื่องที่ 152 ครม.มติแต่งตั้งขรก.ระดับ ปลัดกระทรวง-อธิบดีหลายกระทรวงหลายตำแหน่ง

p27499621425

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้

1) นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

2) นายสุภัทร จำปาทอง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา

3) นายสุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป

เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการและตำแหน่งที่จะว่าง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ว่า ได้มีการหารือร่วมกับ รมช.ศึกษาธิการ ทั้ง 2 ท่านและปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จากนั้นตนเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายก่อนกราบเรียนนายกรัฐมนตรี

โดยเหตุผลที่เลือกนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ให้มาเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพราะต้องการให้มาช่วยทำงาน ในขณะเดียวกันก็สามารถดูแลอาชีวศึกษาได้อีกทางหนึ่ง ส่วนตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เห็นว่านายสุเทพ ชิตยวงษ์ เป็นผู้มีความอาวุโสและตั้งใจทำงานดี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาก็มีนายวณิชย์ อ่วมศรี เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. ซึ่งนายสุเทพ ชิตยวงษ์ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ จะต้องมีการปรับเพื่อให้มีผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. คนใหม่เป็นการชั่วคราวไปก่อน เพราะที่ผ่านมาพบว่าตำแหน่งนี้มีกติกาเข้าสู่ตำแหน่งหลวมมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำระเบียบการเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ให้มีความเข้มข้นกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการหาผลประโยชน์ และเมื่อระเบียบเสร็จแล้วจึงจะแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การค้า สกสค. คนใหม่ได้ สำหรับเหตุผลที่เลือกนายสุภัทร จำปาทอง ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อพิจารณาคุณสมบัติโดยรวมทุกอย่าง ต้องยอมรับว่า สกอ.เป็นพื้นที่พิเศษ จึงต้องการผู้มีความรู้ความสามารถด้านการอุดมศึกษา ที่จะต้องดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยซึ่งมีกฎหมายของตนเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ประกอบกับมีเรื่องอุดมศึกษาหลายเรื่องที่ต้องเดินหน้าตามแนวทางใหม่ด้วย ทั้งนี้ จะเชิญทั้ง 3 ท่าน มาหารือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับงานที่จะต้องเดินหน้าร่วมกัน ต่อจากนี้ไปอีก 6 เดือนข้างหน้า ถือว่าเป็นการพิสูจน์ฝีมือ เพราะเมื่อให้โอกาสแล้วทุกคนต้องทำให้ดี หากทำไม่ได้ก็ต้องมาคุยกันว่าติดขัดปัญหาอย่างไร แต่ยืนยันว่าภายในปี 2560 มีงานที่จะต้องเร่งขับเคลื่อนจำนวนมาก และยังมีพันธะสัญญา (Commitment) ในหลายๆ เรื่อง การทำงานจึงต้องเร่งให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนการแต่งตั้งผู้บริหารระดับ 10 รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ร่างรายชื่อไว้แล้ว โดยเฉพาะกรณีโยกย้ายระดับ 10 ด้วยกัน ตนจะเป็นผู้ดูแลเอง ส่วนการเลื่อนจากระดับ 9 เป็นระดับ 10 นั้น จะให้ผู้บริหารแต่ละองค์กรหลักเป็นผู้พิจารณา นวรัตน์ รามสูต บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/รายงาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-79825-ครม.อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง-ศธ.-3-ราย.html